ปัญหาการเลิกจ้างไม่มีทางป้องกันได้ ตราบใดที่ธุรกิจยังต้องการกำไร ดังนั้นหากธุรกิจไม่สามารถทำกำไรให้เข้าเป้าต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็เป็นธรรมชาติขององค์กรที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง”เรากล้าและพร้อมที่จะถูกเลิกจ้างหรือตกงาน หรือไม่” นั้นเป็นประเด็นสำคัญกว่า
ในช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลายฝ่าย
องค์กรขนาดเล็กหลายแห่งที่ต้องเผชิญปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองยาวนานกว่าครึ่งปีต้องปิดกิจการไปหลายแห่ง
กิจการขนาดกลางก็มีทีท่าส่อวิกฤตว่าอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงหากต้องการอยู่รอดในภาวะตอนนี้
ผู้เขียนได้พบปะกับเจ้าของกิจการรถยนต์มือสองจำนวนหนึ่งที่ประสบปัญหาการขาดทุนติดต่อกันนับตั้งแต่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง
หลายคนตัดสินใจปิดกิจการเพราะแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว
บางรายพยายามประคับประคองอย่างถึงที่สุดซึ่งผู้เขียนเองก็เข้าใจถึงสภาพการณ์ที่เจ้าของธุรกิจต้องเผชิญอยู่
ในขณะที่บางองค์กรถือโอกาสของวิกฤตนี้ปรับเปลี่ยนผังองค์กรเสียใหม่เพื่อให้เข้ารูปเข้ารอยและจัดสรรผลประโยชน์ของพนักงานซะใหม่จากเดิมที่พนักงานล้วนเคยชินกับวัฒนธรรมอย่างไม่เป็นทางการของตัวเองจนตกผลึกกระทั่งกลายเป็นสนิมทางวัฒนธรรมที่เป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการบริหารและพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้า
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกจ้างด้วยเช่นกัน ความเลวร้ายจากมาตราการปรับองค์กรจนกระทั่งถูกเลิกจ้างส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พนักงานไม่เคยคิดและไม่เคยเตรียมพร้อมในเรื่องของการตกงาน
พูดง่ายๆคือไม่มีประสบการณ์ในการถูกเลิกจ้างแม้กระทั่งประสบการณ์ทางความคิดว่าวันนี้ถ้าเราถูกเลิกจ้าง
เราจะไปทำอะไร? เราจะมีวิธีการในการจัดการกับชีวิตของตัวเองและครอบครัวอย่างไร?
ผู้เขียนมีความเห็นว่า
คนที่อยู่ในวงจรของการจ้างงานควรจะมีการฝึกความคิดเกี่ยวกับการถูกเลิกจ้างบ่อย ๆ
หากเราฝึกความคิดนี้ไว้เสมอๆมันจะทำให้เรามีการเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องการออมเงินและแสวงหาเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อนำไปใช้ในกรณีที่เราต้องตกงานขึ้นมาจริง
ๆ ไม่ใช่ทำงานไปวัน ๆ เงินเดือนมีใช้แค่เดือนชนเดือนเหมือนที่หลายคนเป็นอยู่
ในความเป็นจริงของการเป็นลูกจ้างมืออาชีพ การตกงานถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมากนะคะ
หากใครเคยตกงานแล้วผ่านจุดนั้นไปได้จนประสบความสำเร็จคนๆนั้นถือเป็นลูกจ้างมืออาชีพที่แท้จริง
อันนี้ผู้เขียนพูดจริง ๆ จัง ๆ เลยนะคะ
เพราะการเป็นนายจ้างที่ดีได้นั้นต้องผ่านการเป็นลูกจ้างมืออาชีพมาก่อน แต่การที่จะทำเช่นนี้ได้เราจะต้องฝึกซ้อมการตกงานอยู่ตลอดเวลา
เช่น วันไหนที่ลาพักร้อนให้คิดเสียว่าถ้าวันนั้นเราตกงาน เราจะคิดทำอะไรต่อไป หรือการที่เราเห็นข่าวการเลิกจ้างของบริษัทอื่น
ให้ลองนึกว่าถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา เราจะจัดการกับมันอย่างไร ถ้าวันไหนที่เราถามตัวเองเรื่องการตกงานแล้วเราได้ค่ำตอบที่ว่า “เรากล้าและพร้อมที่จะถูกเลิกจ้างหรือตกงาน” แล้วล่ะก็
โอ้นายจ๋า นั่นแสดงให้เห็นว่าเราคือลูกจ้างมืออาชีพแล้วล่ะค่ะถ้ายังให้ลองคิดต่อไปอีกนิดว่าอะไรที่ทำให้เรายังไม่พร้อมแล้วจะจัดการอย่างไรต่อไปนี่ถือว่าเป็นหลักบริหารงานเบื้องต้นนะคะ
เทคนิคนึงผู้เขียนเคยใช้มาก่อนในอันที่จะช่วยประกันการถูกเลิกจ้างได้คือ การที่สมัครงานเป็นระยะๆ เพื่อให้เรามีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ นอกจากนี้ในบางกรณีบางคนโชคดีเพราะก่อนที่จะถูกเลิกจ้างได้สมัครงานไว้หลาย ที่ และสามารถตกลงกับนายจ้างใหม่ก่อนที่จะถูกเลิกจ้างเสียอีก ดังนั้น การสมัครงานถือเป็นการประกันการว่างงานของตัวเองอีกทางหนึ่ง คนบางคนไม่เคยแม้กระทั่งเขียนใบสมัครเพราะตั้งแต่จบมาทำงานที่นี่เพียงที่เดียว
พอต้องถูกเลิกจ้าง ทำอะไรไม่ถูกประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ก็ไม่มี ไม่กล้าสมัครงานใหม่ อายุเยอะแล้วเลยทำให้จบชีวิตการเป็นลูกจ้าง ณ
วันที่ถูกเลิกจ้าง และกลายเป็นคนตกงานถาวรในวันเดียวกัน ยังไงกันล่ะคะทีนี้
เงินเก็บไม่มีแถมหนี้ก็ยังมีเป็นภาระ
และในช่วงที่เกิดเหตุการณ์หน้าซิ่วหน้าขวานคนในครอบครัวเกิดป่วยต้องใช้เงินรักษา
ญาติที่ช่วยเหลือก็ไม่มีจะบากหน้าไปพึ่งพิงใครก็ไม่ได้ อยางนี้ถึงขั้นกระอักเลือดเลยนะคะ
และในชีวิตจริงเรื่องแบบนี้ก็มีสิทธิที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวปัญหาของการเลิกจ้างหรอกค่ะ แต่อยู่ที่ว่าคนรอบข้างที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างมองการเลิกจ้างในมุมไหน “มุมบวก” หรือ “มุมลบ” ถ้ามองในมุมลบสมองของคนก็จะทำงานในเชิงลบ พฤติกรรมการดำรงชีพจะห่อเหี่ยว
โศกเศร้า ไม่กระตือรือร้น กลุ้ม เครียด เครียดมากถึงมากที่สุด แต่ถ้ามองในมุมบวก สมองของทุกคนก็จะทำงานในเชิงบวกค่ะ
จะคิดหาทางออกและหาทางเลือกอยู่ตลอดเวลาจะไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา ยิ่งคิดมาก ทบทวนมาก พยายามมาก
โอกาสแห่งความล้มเหลวก็จะลดลง แต่โอกาสแห่งความสำเร็จจะมีมากขึ้นการเลิกจ้างอันที่จริงได้สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นมามากมายนะคะและสุดท้ายผู้ที่ถูกเลิกจ้างเหล่านั้นส่วนหนึ่งได้กลายเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กและขนาดย่อมและประสบความสำเร็จในฐานะเจ้าของกิจการจนเป็นที่ยอมรับของสังคมผู้เขียนพบเห็นและสัมผัสมาด้วยตัวเองในวิกฤตปี
2540 ในช่วงนั้นฮิตมากกับการเปิดท้ายขายของ และหลายคนคงจำกันได้
กับ ศิริวัฒน์ แซนด์วิช
สำหรับมุมมองของผู้เขียนโอกาสอย่างหนึ่งที่น่าจะสร้างได้ก่อนการเลิกจ้างคือ
การพัฒนาฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้วิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งที่สามารถติดตัวไป
ใช้ในการทำมาหากินได้ ไม่ต้องรอให้เขาถูกเลิกจ้างไปก่อนแล้วพบช่องทางการทำมาหากินโดยบังเอิญ
ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าองค์กรใดก็ตามที่สอนคนหรือให้โอกาสคนในการพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะเป็นเจ้าขอกิจการตั้งแต่เขายังทำงานอยู่ในองค์กรแล้วล่ะก็
นอกจากจะทำให้เขามีความรู้ติดตัวไปใช้ในกรณีถูกเลิกจ้างแล้ว ยังจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนทำงานให้คิดเหมือนเจ้าของกิจการตัวจริงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ลูกจ้างจะไม่คิดเพียงแค่การเป็น “มนุษย์เงินเดือน”
เพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ตัวองค์กรเองก็ต้องเปิดใจกว้างในการพัฒนาพนักงานให้รู้จักการประกอบธุรกิจส่วนตัวด้วยแล้วไม่ต้องกลัวหรอกนะคะว่าหากพัฒนาไปแล้วพนักงานจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวกันหมด
เพราะในความเป็นจริงแล้วจะมีลูกจ้างเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหล่ะที่กล้าจะตัดสินใจออกไปทำธุรกิจส่วนตัวในขณะที่ยังมีงานทำอยู่
ลูกจ้างส่วนมากถึงแม้อยากจะมีธุรกิจส่วนตัว แต่เขาก็ยังจัดลำดับความสำคัญของมันเป็นรองจากงานประจำอยู่ดีแหล่ะค่ะ
เพราะบางคนยังไม่กล้ากลัวเรื่องความเสี่ยงบ้าง บางคนยังไม่พร้อมในด้านการเงินบ้าง บางคนคิดว่ายังไม่มีประสบการณ์
และอีกมากมายที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาหลายต่อหลายครั้ง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น